ความรู้เกี่ยวกับอาเชียน

ASEAN DIARY : ที่ประชุมสุดยอดอาเซียน


เชื่อว่าหลายคนคงเริ่มคุ้นเคยกับคำว่า “การประชุมสุดยอดอาเซียน” หรือ ASEAN SUMMIT Meeting (อาเซียนซัมมิท) หรือการประชุมระดับผู้นำของอาเซียน ที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 14 กันแล้ว โดยครั้งนี้ประเทศไทยรับเป็นเจ้าภาพ มีหน้าที่ต้อนรับเหล่าบรรดาผู้นำของประเทศสมาชิกที่จะเดินทางมาร่วมประชุม ซึ่งหลายคนอาจยังสงสัยว่าทำไมต้องมีการจัดประชุมอาเซียนซัมมิท ประชุมไปเพื่ออะไร และประเทศไทยได้ประโยชน์อะไรบ้าง วันนี้กระปุกดอทคอมมีคำตอบมาฝากกันค่ะ…

          การประชุมผู้นำรัฐสมาชิกอาเซียน เรียกเป็นทางการว่า “ที่ประชุมสุดยอดอาเซียน” ภาษาอังกฤษใช้คำว่า “ASEAN SUMMIT” จัดขึ้นโดย สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Southeast Asian Nations) หรือ อาเซียน (ASEAN) ถูกตั้งขึ้นเพื่อสร้างสันติภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันนำมาซึ่งเสถียรภาพทางการเมือง และความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ซึ่งการประชุมอาเซียนนั้น จะมีผู้นำแต่ละประเทศเข้าร่วมประชุม เพื่อหารือเกี่ยวกับการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าของกลุ่มประเทศอาเซียน

          คำว่า “SUMMIT” เป็นภาษาอังกฤษ หมายถึง จุดปลายสุดของยอดเขา ความสำเร็จสูงสุดของกิจการหรือกิจกรรมใดๆ แต่ในทางรัฐศาสตร์ แต่คำว่า “SUMMIT” หมายถึง การประชุมระดับสูงสุดของผู้นำรัฐบาล หรือผู้นำสูงสุดขององค์กรใดๆ ที่จัดการประชุม

ประวัติความเป็นมา 

          สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน ก่อตั้งปฏิญญากรุงเทพมหานคร (Bangkok Declaration) ขึ้น เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2510 ณ วังสราญรมย์ ในกระทรวงการต่างประเทศ กรุงเทพมหานคร ซึ่งลงนามโดยรัฐมนตรีจาก 5 ประเทศ ได้แก่ …

           นายอาดัม มาลิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย

           ตุน อับดุล ราชัก บิน ฮุสเซน รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ ประเทศมาเลเซีย

           นายนาชิโช รามอส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

           นายเอส ราชารัตนัม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐสิงคโปร์ 

           พันเอก (พิเศษ) ดร.ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประเทศไทย 

          การก่อตั้งดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อ ส่งเสริมความเข้าใจอันดีต่อกันระหว่างประเทศในภูมิภาค ธํารงไว้ซึ่งสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงปลอดภัยทางการเมือง สร้างสรรคค์ความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาทางสังคมและวัฒนธรรม การกินดีอยู่ดี บนพื้นฐานของความเสมอภาคและผลประโยชน์ร่วมกัน 

          ต่อมากลุ่มอาเซียนก็มีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก โดย บูรไนดารุสซาลาม ได้เข้าเป็นสมาชิกในลําดับที่ 6 เมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ.2527 สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เข้าเป็นสมาชิกลําดับที่ 7 เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2538 และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและสหภาพพม่า เข้าเป็นสมาชิกพร้อมกัน เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2540 ต่อมา กัมพูชา ก็เข้าเป็นประเทศสมาชิกเมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2542 ทําให้ปัจจุบันอาเซียนมีสมาชิกรวมทั้งหมด 10 ประเทศ

          สถานการณ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้เปลี่ยนผ่านจากสภาวะแห่งความตึงเครียด และการเผชิญหน้า มาสู่สภาวะที่มีเสถียรภาพ ความมั่นคงและความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด จนกลายเป็นภูมิภาคที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และเป็นตัวอย่างของการรวมตัวของกลุ่มประเทศที่มีบทบาท และพลังต่อรองในเวทีการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ทําให้มีประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าร่วมเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้น และมีหลายประเทศในโลกสนใจที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์และกระชับความร่วมมือกับอาเซียนในฐานะคู่เจรจา (Dialogue Partner)

          ซึ่งในปัจจุบันอาเซียนมีคู่เจรจา 9 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย, แคนาดา, ญี่ปุ่น, นิวซีแลนด์, สหรัฐอเมริกา, สาธารณรัฐเกาหลี, อินเดีย, สาธารณรัฐประชาชนจีน, รัสเซีย และ 1 กลุ่มประเทศ คือ สหภาพยุโรป รวมทั้ง 1 องค์การระหว่างประเทศ คือ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme: UNDP) โดยอาเซียนกับคู่เจรจาเหล่านี้จะมีการปรึกษาหารือกันอย่างสม่ำเสมอ ทั้งในลักษณะการประชุมระดับเจ้าหน้าที่และการประชุมระดับรัฐมนตรี

          ความก้าวหน้าของอาเซียนดังกล่าว มีปัจจัยที่สําคัญจากความไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างประเทศสมาชิก อันก่อให้เกิดบรรยากาศที่สร้างสรรค์ต่อความร่วมมือ และความเข้าใจอันดีต่อกัน โดยความร่วมมือในอาเซียน ที่สําคัญๆ ได้แก่…

          The image “http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/ann-15_1.gif” cannot be displayed, because it contains errors. ความร่วมมือทางการเมือง

          อาเซียนตระหนักดีว่า ภูมิภาคที่มีสันติภาพ เสถียรภาพ ความมั่นคง และความเป็นกลางจะเป็นพื้นฐานสําคัญ  ที่ส่งเสริมการพัฒนาประเทศให้เจริญรุดหน้า จึงได้ร่วมกันสร้างประชาคมอาเซียนให้เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ และสร้างเสริมความเข้าใจอันดีต่อกันในระหว่างประเทศสมาชิก ผลงานที่สําคัญที่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ คือ สนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือกันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia: TAC) การประกาศให้ภูมิภาคอาเซียนเป็นเขตแห่งสันติภาพ เสรีภาพ และความเป็นกลาง (Zone of Peace, Freedom and Neutrality: ZOPFAN ) การก่อตั้งการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ASEAN Regional Forum: ARF) และ สนธิสัญญาเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia Nuclear Weapon-Free Zone Treaty: SEANWFZ)

          The image “http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/ann-15_1.gif” cannot be displayed, because it contains errors. ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

          ปรากฏการณ์ของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคต่างๆ ของโลก และการแข่งขันทางการค่าที่เพิ่มมากขึ้น เป็นปัจจัยสําคัญที่ผลักดันให้อาเซียนตระหนักถึงความจําเป็นที่จะต่องรวมตัวกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อปรับแนวการดําเนินนโยบายของตนให้สอดคล้อง และเหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ในปี พ.ศ.2535 อาเซียนจึงได้ตกลงจัดตั้งเขตการค่าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area: AFTA) ขึ้น เพื่อที่จะส่งเสริมการค้าระหว่างกัน โดยการลดภาษีศุลกากรให้แก่สินค้าส่งออกของกันและกัน และดึงดูดการลงทุนจากภายนอกภูมิภาคให้เข้ามาลงทุนในภูมิภาคมากยิ่งขึ้น เขตการค่าเสรีอาเซียนนี้จะบรรลุผลสมบูรณ์สําหรับสมาชิก 6 ประเทศแรกใน พ.ศ.2546 ตามด้วยเวียดนาม ในปี พ.ศ.2549 ลาวและพม่า ใน พ.ศ.2551 และกัมพูชาใน พ.ศ.2553

          นอกจากนี้ อาเซียนยังได้มีมาตรการต่างๆ ในการส่งเสริมการค้าการลงทุน และความร่วมมือกันในด้านอุตสาหกรรม การเงินและการธนาคาร และการบริการระหว่างกัน ที่สําคัญ ได้แก่ โครงการความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมอาเซียน (ASEAN Industrial Cooperation: AICO ) และ เขตการลงทุนอาเซียน (ASEAN Investment Area: AIA ) เป็นต้น นอกจากนี้ เพื่อให้อาเซียนเติมโต มีความเจริญก้าวหน้าและความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ และมีความมั่งคั่งร่วมกัน อาเซียนจึงได้มีข้อริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียน (Initiative for ASEAN Integration: IAI ) ขึ้น เพื่อที่จะลดช่องว่างทางการพัฒนาระหว่างสมาชิกเก่าและใหม่ของอาเซียนด้วย

          The image “http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/ann-15_1.gif” cannot be displayed, because it contains errors. ความร่วมมือเฉพาะด้าน

          นอกจากความร่วมมือทางการเมือง และเศรษฐกิจแล้ว อาเซียนยังให้ความสําคัญต่อความร่วมมือเฉพาะด้าน (Functional Cooperation) ระหว่างประเทศสมาชิก ได้แก่ ความร่วมมือในด้านการพัฒนาสังคม การศึกษา สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมและสนเทศ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการต่อต้านยาเสพติด ซึ่งล้วนเป็นพื้นฐานที่สําคัญในการพัฒนาประเทศ โครงการความร่วมมือเฉพาะด้านระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนนี้มีจํานวนมาก และครอบคลุมในทุกด้าน และมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาคมอาเซียนมี “ความไพบูลย์ร่วมกัน โดยการพัฒนาคน ความสามารถ ในการแข่งขันทางเทคโนโลยี และความเป็นปึกแผ่นทางสังคม” โครงการความร่วมมือที่สําคัญในด้านนี้ ได้แก่ การจัดตั้งเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน การประกาศให้อาเซียนเป็นเขตปลอดยาเสพติด 

          ในปี พ.ศ.2558 แผนการดําเนินงานตามแผนปฏิบัติการอาเซียนเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ และการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมขนส่งทั่วทั้งภูมิภาค เป็นต้น นอกจากนี้ อาเซียนยังได้จัดตั้งมูลนิธิอาเซียน เพื่อเสริมสร้างจิตสํานึกในความเป็นอาเซียน และพัฒนาทรัพยากรบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชน

          The image “http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/ann-15_1.gif” cannot be displayed, because it contains errors. วัตถุประสงค์

          ปฏิญญาอาเซียน (The ASEAN Declaration) ได้ระบุว่า เป้าหมายและจุดประสงค์ของอาเซียน คือ 

          1. เร่งรัดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางสังคม และการพัฒนาวัฒนธรรมในภูมิภาค 

          2. ส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค โดยการเคารพหลักความยุติธรรมและ หลักนิติธรรมในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาค ตลอดจนยึดมั่นในหลักการแห่ง กฎบัตรสหประชาชาติ

          ในโอกาสครบรอบ 30 ปีของการก่อตั้งอาเซียน ใน พ.ศ.2540 (ค.ศ.1997) ผู้นำของประเทศสมาชิกอาเซียนได้รับรอง “วิสัยทัศน์อาเซียน 2020″ (ASEAN Vision 2020) โดยเห็นพ้องกันในวิสัยทัศน์ร่วมของอาเซียนที่จะเป็นวงสมานฉันท์ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ ต้องการมีปฏิสัมพันธ์กับภายนอก การใช้ชีวิตในสภาพที่มีสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรือง ผูกมัดกันเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนา ที่มีพลวัตและในประชาคมที่มีความเอื้ออาทรระหว่างกัน

          พ.ศ.2546 ผู้นำอาเซียนได้เห็นพ้องกันที่จะจัดตั้งประชาคมอาเซียน ที่ประกอบด้วย 3 เสาหลัก อันได้แก่ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political-Security Community–ASC) ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community-AEC) และประชาคมสังคม-วัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community-ASCC) ภายใน พ.ศ.2563 ต่อมา ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 12 ที่เมืองเซบู ฟิลิปปินส์ ผู้นำประเทศอาเซียนตกลงที่จะเร่งรัดกระบวนการสร้างประชาคมอาเซียนให้แล้วเสร็จภายใน พ.ศ.2558

                     การประชุมอาเซียน

ประชุมอาเซียนแต่ละปี จัดที่ไหนอย่างไร 

          การประชุมสุดยอดอาเซียน หรือ ASEAN SUMMIT ครั้งที่ 1 จัดที่เกาะบาหลี สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ 23 – 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2519/ค.ศ.1976 หลังกำเนิดอาเซียนถึง 9 ปี อาเซียนในเวลานั้น มีสมาชิกเพียง 5 ประเทศ ซึ่งเป็นสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียนมาด้วยกันโดยการประกาศปฏิญญาที่กรุงเทพฯ การที่ผู้นำประเทศไม่มีโอกาสประชุมร่วมพร้อมๆ กันอย่างเป็นทางการนานถึง 9 ปี หลังกำเนิดอาเซียน สะท้อนความสัมพันธ์ที่ยังไม่แนบแน่น และความไม่พร้อมในการร่วมประสานประโยชน์ของชาติระหว่างกัน 

          กาลเวลาผ่านไป หลังการประชุม ASEAN SUMMIT ครั้งที่ 1 แล้ว อาเซียนจัดการประชุมสุดยอดผู้นำบ่อยขึ้น แม้จะไม่เป็นประจำทุกปี 

          การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 2 จัดที่กัวลาลัมเปอร์ ในปีถัดมา ว่างเว้นไป 10 ปี จึงจัดการประชุม ครั้งที่ 3 ที่มะนิลา อีก 5 ปี พบกันอีกครั้งที่ 4 ที่สิงคโปร์ ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งแรก ที่กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ.2538 ซึ่งเป็นการประชุมสุดยอดครั้งที่ 5 ครบการหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพจัดประชุมของ 5 ประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน สรุปว่ามีการประชุมสุดยอดกัน 5 ครั้ง ในช่วงเวลาที่ยาวนานถึง 28 ปี จากนั้นผู้นำอาเซียนก็พบกันแบบไม่เป็นทางการสองครั้ง ที่อินโดนีเซีย ในปี พ.ศ.2539 และ ที่มาเลเซีย ปี พ.ศ.2540

          ASEAN SUMMIT ครั้งที่ 6 จัดที่ ฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม หลังเวียดนามเข้าเป็นสมาชิกใหม่ 3 ปี มีการประชุมสุดยอดแบบไม่เป็นทางการคั่นอีกสองครั้งที่ ฟิลิปปินส์ และ สิงคโปร์ จากนั้น บรูไนดารุสซาลาม สมาชิกลำดับที่ 6 อาสาเป็นเจ้าภาพ ASEAN SUMMIT ครั้งที่ 7 ในปี พ.ศ.2544 และการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเริ่มจัดเป็นประจำทุกปีต่อเนื่องจากนั้นเป็นต้นมา

          ครั้งที่ 8 ปี พ.ศ.2545 ที่พนมเปญ ครั้งที่ 9 ปี พ.ศ.2546 ที่ บาหลี อีกครั้ง เป็นครั้งที่ 2 ที่อินโดนีเซียเป็นเจ้าภาพ ครั้งที่ 10 จัดที่เวียงจันทน์ ปี พ.ศ.2547 รัฐบาลลาวในฐานะรัฐสมาชิกใหม่ที่เพิ่งเข้ามาได้ 7 ปี ทุ่มเทหัวใจให้กับการเป็นเจ้าภาพถึงขนาดลงทุนสร้างบ้านพักใหม่ทั้งหมด ให้กับผู้นำอาเซียนทุกคนได้พักอยู่ระหว่างการประชุม ได้บรรยากาศเหมือนอยู่บ้าน มิใช่อยู่โรงแรมดังที่จัดการกันโดยทั่วไป ASEAN SUMMIT ครั้งที่ 11 จัดที่กัวลาลัมเปอร์ พ.ศ.2548 เป็นรอบที่สองของเจ้าภาพมาเลเซีย แต่เกิดภัยธรรมชาติและปัญหาแทรกซ้อนทางการเมืองในประเทศ ทำให้ฟิลิปปินส์ขอเลื่อนการประชุมสุดยอด ครั้งที่ 12 ข้ามปี พ.ศ.2549 ไปจัดในปี พ.ศ.2550 ที่เมือง Cebu ซึ่งงานนี้ฟิลิปปินส์ก็จัดอย่างยิ่งใหญ่สมกับที่ต้องรอคอย

          ASEAN SUMMIT ครั้งล่าสุด ครั้งที่ 13 ครั้งล่าสุดที่ประเทศสิงคโปร์เป็นเจ้าภาพ จัดระหว่างวันที่ 18-22 พฤศจิกายน พ.ศ.2550 สิงคโปร์หมดวาระการเป็นประธานอาเซียน ส่งต่อหน้าที่ตามลำดับอักษรชื่อประเทศให้กับราชอาณาจักรไทย ซึ่งเริ่มเป็นประธานอาเซียนมาตั้งแต่ เดือนสิงหาคมปี พ.ศ.2551 กำหนดจะจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนตามหน้าที่ ซึ่งจะมีโอกาสเดียวในรอบ 10 ปี โดยจะจัดที่กรุงเทพฯ เดือนธันวาคม พ.ศ.2551 

          แต่ปัญหาการประท้วงทางการเมืองทำให้รัฐบาลไทยต้องพยายามอย่างหนักในการยึดกำหนดการเดิมและรักษาชื่อเสียงของชาติไว้ โดยไม่เลื่อนและย้ายสถานที่ประชุมไปจังหวัดเชียงใหม่ แต่แล้วก็จำต้องเลื่อนการประชุมออกไป ด้วยความผันแปรทางการเมืองที่นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ท่ามกลางความแตกต่างด้านนโยบายและพื้นฐานความคิดทางการเมืองของทั้งสองพรรค มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือความมุ่งมั่นที่จะเป็นสมาชิกที่ดีของอาเซียน และหนักแน่นในการรักษาชื่อเสียงเกียรติภูมิของชาติในการเป็นประธานอาเซียน และการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนต่อไป

          ซึ่งกำหนดการใหม่ของการจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 14 จะจัดระหว่างวันที่ 27-28 กุมภาพันธ์ และ 1 มีนาคม พ.ศ.2552 ที่โรงแรมดุสิตรีสอร์ท ชายหาด อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

          ทั้งนี้ ไทยได้รับหน้าที่ประธานอาเซียนต่อจากสิงคโปร์ ภายหลังการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ อาเซียน ครั้งที่ 14 ที่สิงคโปร์ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2551 การดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของไทยอยู่ในช่วงเวลาที่สำคัญ เนื่องจาก… 

          1. กฎบัตรอาเซียนจะมีผลใช้บังคับ

          2. มีการจัดทำแผนงานสำหรับการจัดตั้งประชาคมการเมืองความมั่นคง ประชาคมเศรษฐกิจ และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมเพื่อมุ่งไปสู่การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนใน พ.ศ.2558 

          3. อยู่ในช่วงเวลาเดียวกับที่คนไทย คือ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการอาเซียน (วาระ 5 ปี ตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ.2551 – 31 ธันวาคม พ.ศ.2555)

          โดยที่กฎบัตรอาเซียนกำหนดให้วาระการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนเป็นไปตามปีปฏิทิน ดังนั้น หากกฎบัตรอาเซียนมีผลบังคับใช้ภายในปี 2551 ไทยจะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนเป็นเวลา 1 ปี 6 เดือนคือ ตั้งแต่ กรกฎาคม พ.ศ.2551 – ธันวาคม พ.ศ.2552 แต่หากกฎบัตรฯ ยังไม่มีผลบังคับใช้ ไทยจะส่งมอบตำแหน่งประธานให้เวียดนามภายหลังการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 42 ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2552 ตามแนวปฏิบัติเดิม

          ในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน (อาเซียนที่ยังไม่มีและมีกฎบัตร) ไทยมีภารกิจต้องเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน 3 ครั้ง โดยกำหนดจะจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14 วันที่ 15-18 ธันวาคม พ.ศ.2552 และการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 15 ปลายปี พ.ศ. 2552 รวมทั้งการประชุมสุดยอดอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (ASEAN Summit Retreat) ในช่วงไตรมาสแรกของปี พ.ศ.2552 

          นอกจากนี้ ไทยยังได้รับการร้องขอ จากที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (ASEAN FMs’ Retreat) ที่สิงคโปร์ ให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการในช่วงครึ่งแรกของปี พ.ศ.2552 ด้วย นอกจากนี้ ในระหว่างการเดินทางเยือนไทยของเลขาธิการสหประชาชาติเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2551 ไทยได้เสนอที่จะจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหประชาชาติ ครั้งที่ 3 ต่อเนื่องจากการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14 ในวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ.2551 ด้วย ขณะนี้ได้รับการตอบรับอย่างไม่เป็นทางการจากเลขาธิการสหประชาชาติแล้ว

โครงสร้างอาเซียนและประเทศในกลุ่มประชุมอาเซียน

          องค์กรสูงสุดของอาเซียน คือ ที่ประชุมสุดยอดอาเซียนหรือที่ประชุมของประมุข หรือหัวหน้ารัฐบาลของประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN Summit) โดยจะมีที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ (ASEAN Ministerial Meeting) และที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Ministers’ Meeting) เป็นองค์กรระดับรอง และอาจมีที่ประชุมระดับรัฐมนตรีด้านอื่นๆ ด้วย การประชุมระดับผู้นำและรัฐมนตรีถือเป็นองค์กรระดับนโยบายชั้นสูง รองลงมาจะเป็นที่ประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส หรือระดับปลัดกระทรวง (Senior Officials’ Meeting -SOM) ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย และเร่งรัดการดำเนินการตามนโยบายของที่ประชุมระดับผู้นำและระดับรัฐมนตรี 

          ส่วนที่ประชุมคณะกรรมการประจำอาเซียน (ASEAN Standing Committee -ASC) ซึ่งประกอบด้วยอธิบดีกรมอาเซียนของประเทศสมาชิก จะทำหน้าที่กำหนดแนวทาง และเร่งรัดการดำเนินการตามมติที่ประชุมสุดยอดอาเซียน และที่ประชุมระดับรัฐมนตรี รวมทั้งให้ความเห็นชอบโครงการความร่วมมือด้านต่างๆ ภายในอาเซียนและระหว่างอาเซียน กับประเทศคู่เจรจา ตลอดจนรับทราบผลการดำเนินงานของสำนักเลขาธิการอาเซียน ทั้งนี้ อาเซียนจะตัดสินใจในเรื่องใดๆ โดยใช้ฉันทามติ 

          นอกจากนี้ ยังมีคณะกรรมการอาเซียนในประเทศที่สาม (ASEAN Committee in Third Countries) ซึ่งประกอบด้วยเอกอัครราชทูตของประเทศสมาชิกอาเซียนในประเทศคู่เจรจาทั้ง 10 ประเทศ และในประเทศอื่นๆ ที่อาเซียนเห็นสมควรให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการอาเซียน ในประเทศที่สามจะทำหน้าที่ให้ข้อมูล และวิเคราะห์ท่าทีของประเทศที่คณะกรรมการอาเซียนตั้งอยู่ 

          สำนักเลขาธิการอาเซียน ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานในการดำเนินความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก มีเลขาธิการอาเซียนเป็นหัวหน้าผู้บริหารสำนักงาน เลขาธิการอาเซียนจะได้รับการเสนอชื่อและแต่งตั้งโดยประเทศสมาชิก (ตามลำดับตัวอักษรภาษาอังกฤษของชื่อประเทศสมาชิก) และมีรองเลขาธิการอาเซียน 2 คน มาจากประเทศสมาชิกอาเซียนเรียงลำดับตามตัวอักษรชื่อภาษาอังกฤษของประเทศ และมีหน่วยงานเฉพาะด้านที่ดำเนินความร่วมมือ ในด้านต่างๆ ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม

          ในขณะที่กรมอาเซียนของประเทศสมาชิก จะทำหน้าที่เป็นสำนักเลขาธิการแห่งชาติของแต่ละประเทศ ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ของประเทศตนในการดำเนินกิจกรรมความร่วมมือในสาขาต่างๆ นโยบายหลักในการดำเนินงานของอาเซียนเป็นผลมาจากการประชุมหารือในระดับหัวหน้ารัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีในสาขาความร่วมมือต่างๆ ของประเทศสมาชิก

          อย่างไรก็ดี โครงสร้างของอาเซียน รวมทั้งสำนักเลขาธิการอาเซียนตามที่กล่าวมาข้าวต้นกำลังจะถูกปรับเปลี่ยนตามกฎบัตรอาเซียนที่คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ.2552

ประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่…

           บรูไนดารุสซาลาม 
           ราชอาณาจักรกัมพูชา 
           สาธารณรัฐอินโดนีเซีย 
           สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 
           สหพันธรัฐมาเลเซีย 
           สหภาพพม่า 
           สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ 
           สาธารณรัฐสิงคโปร์ 
           ราชอาณาจักรไทย 
           สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

 

                                               

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: